เอเอฟพีรายงานผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงวารสารโพรซีดิงออฟเดอะรอยัลโซไซตี บี (Proceedings of the Royal Society B) ที่เผยผลทดสอบดีเอ็นเอจากตัวอย่างที่อ้างว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า บิ๊กฟุตหรือเยติ และสิ่งมีชีวิตลึกลับอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน โดยระบุชื่อตัวอย่างที่นำมาทดสอบว่า “ไพรเมตประหลาด” สำหรับแทนสิ่งมีชีวิตตามตำนานลึกลับ ตัวอย่างไพรเมตประหลาดที่นักวิทยาศาสตร์นำมาศึกษามี ทั้งตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตที่อ้างว่าเป็นบิ๊กฟุตหรือเยติตามความเชื่อของชาวเมริกาเหนือ อัลมาตี (almasty) มนุษย์ลึกลับที่ชอบซ่อนตัวตามความเชื่อของชาวเอเชียกลาง รวมถึง โอรัง เปนเดะห์ (orang pendek) มนุษย์ลึกลับตามความเชื่อของชาวมาเลเซียที่ซ่อนตัวอยู่ตามป่าบนภูเขา มีทฤษฎีสนับสนุนการกล่าวอ้างว่าพบเห็นเยติรวมถึงสิ่งมีชีวิตลึกลับอื่นๆ ในเครือนั้นหลากหลายทฤษฎี ทั้งทฤษฎีว่านีแอนเดอร์ทัลมนุษย์อีกสายพันธุ์หนึ่งหรือตระกูลย่อยของมนุษย์สายพันธุ์อื่นที่ยังหลงเหลือ ไปจนถึงทฤษฎีเกี่ยวกับลิงเอปยักษ์สปีชีส์ “ไจแอนโทพิธิคัส” (Gigantopithecus) ในรายงานการวิจัยระบุว่า มีรายงานระบุการพบเห็นสิ่งมีชีวิตลึกลับนี้ด้วยตาตัวเอง หรือร่องรอยของรอยเท้า ซึ่งชี้ถึงการมีตัวตนของไพรเมทขนาดใหญ่ที่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน กระจายอยู่หลายพื้นที่ของโลก แต่อีกส่วนหนึ่งก็ไม่พบร่างหรือฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตดังกล่าวที่รับรองได้ว่าเป็นของจริง และวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ก็เลี่ยงที่จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมือ่ปี 2012 ทีมเสาะหาความจริงที่นำโดย ศ.ไบรอัน ไซค์ส (Bryan Sykes) จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ได้ยืนคำขอตัวอย่างของ “ไพรเมทประหลาด” จากพิพิธภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงนักสะสม และนักปีนเขาที่โด่งดัง นามว่า ไรน์โฮลด์ เมสเนอร์ (Reinhold Messner) โดยได้ตัวอย่างขนทั้งหมด 30 ตัวอย่างที่เอื้อต่อการหาลำดับยีน ในจำนวนนั้นมีตัวอย่างที่อ้างว่ามาจากเยติ 3 ตัวอย่าง แต่เมื่อทดสอบว่าตัวอย่างหนึ่งมาจากสัตว์ตระกูลแพะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เรียกว่าเลียงผา หรือ คาปริคอร์นิส สุมาตราเอ็นซิส (Capricornis sumatraensis) ตามชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนอีก 2 ตัวอย่างนั้นมาจากเมืองลาดักห์ในอินเดียและภูฏาน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารดีเอ็นเอแล้วพบความเชื่อมโยงกับหมีขั้วโลก หรือ เออร์ซัส มาริทิมัส (Ursus maritimus) โดยคล้ายว่าสิ่งมีชีวิตนั้นเป็นญาติห่างๆ กับหมีขั้วโลก หรือ เป็นหมีท้องถิ่นที่ผสมข้ามพันธุ์กับหมีสีน้ำตาล รายงานวิจัยระบุว่าหากหมีเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วเทือกเขาหิมาลัย ก็สอดคล้องตามพื้นฐานทางชีววิทยาของตำนานเยติ โดยเฉพาะรายงานจากพรานล่าสัตว์ที่ยิงสัตว์คล้ายเยติได้ในลาดักห์ที่ระบุว่า พวกมันเข้าโจมตีมนุษย์อย่างเหี้ยมโหดมากกว่าหมีท้องถิ่นสปีชีส์อื่นๆ อีก 8 ตัวอย่างที่อ้างว่าคืออัลมาสตีนั้นก็กลายเป็นขนจากหมีสีน้ำตาล วัว ม้าและแรคคูน ส่วนอีกตัวอย่างที่เชื่อว่าเป็นตัวอย่างของโอรังเปนเดะห์นั้นถูกตรวจพบว่า เป็นขนของสมเสร็จมาเลเซีย หรือ ทาปิรัส อินดิคัส (Tapirus indicus) ขณะที่บิ๊กฟุต 18 ตัวอย่างนั้นแท้จริงเป็นขนจากหมีดำอเมริกัน แรคคูน วัว เม่น หมาป่า หมาป่าโคโยตี หรือ สุนัขธรรมดา และที่น่าผิดหวังที่สุดคือตัวอย่างบิ๊กฟุตที่อ้างว่าพบในเท็กซัส แต่กลับเป็นแค่ขนของมนุษย์ชาวยุโรป ทีมวิจัยสรุปการศึกษาครั้งนี้ว่าเป็นหลักฐานเพื่อหักล้างความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลึกลับ และเทคนิคที่นำมาใช้นี้ก็เป็นการปิดฉากความเคลือบแคลงเกี่ยวกับการจำแนกสปีชีส์ของตัวอย่างไพรเมทลึกลับ และสร้างมาตรฐานอันเข้มงวดเพื่อใช้ในการตรวจสอบการกล่าวอ้างอื่นๆ ที่จะตามมาอีกในอนาคต อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง เตรียมสืบค้นดีเอ็นเอล่าต้นตอ “เยติ” | ||||
|
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น